ดูดวงประเทศ

6 ก.ค.51

นานๆทีผมถึงจะถามไพ่ทาโรต์ในเรื่องที่ห่างไกลจากตัวเอง เพราะปกติแล้วถ้าไม่ได้ดูดวงให้ใคร ผมมักใช้ไพ่เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ในจิตใจตัวเอง หรือ healing ตัวเองซะมากกว่า ไม่ใช่ว่าทาโรต์จะทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้นะครับ ทาโรต์ดูใจคนอื่นก็ได้ ดูอนาคตให้คนอื่นก็ได้ แต่ถ้าคนอื่นเขาไม่ได้ถาม แล้วเราเอาแต่ส่องใจดูอนาคตของเขา เราอาจจิตป่วยเพราะหมกมุ่นเรื่องคนอื่นมากเกินไปก็เป็นได้ อันนี้ฝากถึงชาวทาโรต์ ขอให้ใช้ไพ่อย่างมีสติและจิตใจเบิกบานครับ

ที่เกริ่นมาอย่างนี้ เพราะวันนี้จะขอใช้ไพ่ในเรื่องไกลตัวอีกสักครั้ง ผลัดตัวเองมานานว่าจะเช็คไพ่ดูสถานการณ์บ้านเมืองว่าเป็นอย่างไร ก็รอให้มีวันว่างๆ จิตใจปลอดโปร่งสักหน่อยค่อยมาหยิบไพ่  รู้สึกวันนี้ก็โอเคนะ คงพอจะส่องดูอะไรได้บ้าง…

ผมตั้งจิตอธิษฐานหยิบไพ่ 3 ใบ อยากรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเราขณะนี้เป็นอย่างไร และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

คำถามของผมมาจากความรู้สึกที่ตัวเองรู้ดีอยู่แล้วว่าบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย มีการประท้วงทั้งที่เป็นประเด็นการเมือง คดีความ และปัญหาเศรษฐกิจ โดยในใจผมนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ภาพอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ต้องการวิธีแก้ไขปัญหามากกว่า ไพ่ที่ออกมาก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

1.Five of Wands  2.Seven of Cups  3.The Fool

5 ไม้เท้า เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา คือสังคมเรามีความขัดแย้ง ดูภาพนี้แล้วชัดเจนไม่ต้องตีความเลยนะครับ ชาย 5 คน ถือไม้เท้าซัดกันนัว สังคมเรามันยุ่งเหยิงได้ถึงปานนั้น

7 ถ้วย เป็นความสับสน เลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ ใครไม่คุ้นกับไพ่ใบนี้ขอให้คลิกดูภาพให้ดีๆครับ สมมุติชายคนนี้เป็นประเทศไทย เขากำลังสับสนว่าจะเลือกถ้วยใบไหนดี ต้องเลือกให้ดีนะครับ อันไหนคือ “จอกศักดิ์สิทธิ์” ของพระคริสต์กันแน่ เห็นมั้ยครับมีถ้วยใบหนึ่งเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ ภายในถ้วยเป็นรูปพระเยซู มีรัศมีเปล่งประกายออกมา แต่กลับถูกผ้าคลุมอำพรางเอาไว้ ถ้าเลือกถูกเขาจะพบความสุขที่แท้จริง แต่ก็นั่นแหละ ในยุคนี้ความสุขคืออะไรกันแน่? ใครจะรู้ชายคนนี้อาจเลือกเอาถ้วยที่บรรจุแก้วแหวนเงินทองซึ่งหมายถึงความร่ำรวยก็เป็นได้, หรือเขาอาจเลือกช่อมะกอก สัญญลักษณ์แห่งชัยชนะและความสำเร็จ, และถ้าเขาเลือกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มองดูให้ถ้วนถี่ เขาอาจไปคว้าเอาถ้วยอสรพิษ, อสุรกาย, ปราสาทผีสิง หรือปีศาจจำแลง ที่วางอยู่รอบนอกทั้งสี่มุมก็นับเป็นความซวยของเขาแล้ว

โดยสรุปไพ่ใบนี้ไม่ได้ตัดสินว่าเราควรจะเลือกถ้วยใบไหนนะครับ มันบ่งบอกสภาวะสับสนตัดสินใจไม่ถูกมากกว่า เขาเอาสิ่งดีกับสิ่งไม่ดีมาคละเคล้ากันเพื่อแสดงว่า ถ้าเลือกดีก็ดีไป แต่ถ้าเลือกไม่ดีก็จะพบกับผลร้าย

สำหรับผมไพ่ใบนี้สะท้อนสิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่ได้ดีมาก คนไทยเจอกับข้อมูลข่าวสารจริงบ้างลวงบ้าง หรือแม้ในข้อมูลอันเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนตีความไปทางไหน คนที่ดูดีพูดจาน่าฟัง เราจะเชื่อใจเขาได้หรือไม่ เขาอาจเป็นอสรพิษที่จะมาแว้งกัดเราทีหลังก็ได้ หรือเราจะเลือกไปทางที่เล็งเห็นประโยชน์เฉพาะหน้าเอาไว้ก่อน แต่ในระยะยาวล่ะ มันจะดีไปตลอดหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันเป็นสภาวะที่จะปักใจเชื่ออะไรได้ยากเหลือเกิน เพราะสิ่งดีๆถูกคลุกเคล้ากับสิ่งที่เป็นอันตรายจนเราไม่กล้าเสี่ยง…

เดอะ ฟูล เป็นทางออกของปัญหาครับ ไพ่ใบนี้สำคัญมาก บางคนเห็นไพ่เบอร์ศูนย์อาจแปลความว่า “ฤาประเทศไทยจะต้องเริ่มนับศูนย์กันใหม่อีกแล้ว”… :-)  จะอะไรก็แล้วแต่ สมมุติถ้ามองเป็นไพ่อนาคต ผมยังไม่เห็นไพ่เลวร้ายปรากฏขึ้นเลยนะครับ

สำหรับวิธีแก้ปัญหานั้นผมขอแบ่งเป็นเรื่องๆเพื่อให้ครอบคลุม

1. เริ่มจากปรับความรู้สึกของผู้คนให้ผ่อนคลาย จากไพ่สองใบแรกแสดงว่าผู้คนเริ่มเครียดและสับสน ดังนั้น เดอะ ฟูล จึงปรากฏขึ้นเพื่อชักชวนให้เราทำจิตใจให้เบิกบาน มองโลกในแง่ดี ขึ้นชื่อว่าโลกมนุษย์ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเครียดกับมันจนเกินไป จงทำใจให้เป็นอิสระจากปัญหาต่างๆ ซึ่งงานนี้น่าจะเป็นภาระของกรมสุขภาพจิตที่จะมีนโยบายอะไรออกมาในเชิงรุก อย่าตั้งรับเพียงอย่างเดียว

2. การตัดสินใจเลือกเดินไปทางใดนั้น ผมเสนออย่างนี้ครับ จากไพ่ใบที่สอง มีถ้วยให้เราเลือกทั้งวัตถุของมีค่า คุณธรรมความดีงาม และอบายมุขสิ่งเลวร้าย แต่คำแนะนำออกมาเป็น เดอะ ฟูล ซึ่งเป็นไพ่ของความไม่โลภอย่างยิ่ง เดอะ ฟูล เป็นเพียงเด็กพเนจร เขามีสัมภาระติดตัวเพียงห่อผ้าเล็กๆ ดังนั้นผมแนะนำว่าอย่าเลือกเดินไปในทางละโมบ อย่ามองเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า หรือมุ่งแต่จะเดินไปหาความร่ำรวย ระวังจะไปผิดทางนะครับ ขอให้มักน้อยเข้าไว้ครับ เชื่อผมเถอะ ถ้าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ก็ขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุดครับ ทำอะไรขอให้อยู่ในเหตุในผล พอประมาณ ไม่โลภ

3. การเมืองไม่ควรยึดกรอบความคิดหรือกติกาเดิมๆ ซึ่งเรื่องนี้อาจใหญ่เกินความรู้และสติปัญญาของผมจะระบุอะไรให้ชัดเจน บอกได้แค่ว่าเราต้องคิดอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เรายังไม่เคยทำ ต้องคิดค้นมันขึ้นมาใหม่ ไม่จำเป็นต้องทำให้อยู่ในรูปในรอยตามตำราประเทศอื่น ขอให้ทำไปตามสัญชาตญาณ และธรรมชาติของเราเอง (และแน่นอน ต้องไม่คิดขึ้นจากความโลภของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง)

4. ผมเห็นลูกสุนัขสีขาวในไพ่เดอะ ฟูล ความจริงมันเป็นสัญลักษณะของความไร้เดียงสาและสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่มันก็ชวนให้ผมนึกไปถึง “หมาเฝ้าบ้าน” ซึ่งหมายถึงสื่อมวลชนในประเทศนี้ด้วย สุนัขสีขาวทำให้ผมนึกถึง “สื่อสร้างสรรค์” เมืองไทยมีสื่ออยู่มากมาย แต่สื่อของเราทำงานกันไม่ค่อยสร้างสรรค์รึเปล่า? ผมอยากเห็นเรามีสื่อสีขาวเยอะๆ เป็นสื่อที่ช่วยกันเสนออะไรให้คนเกิดความคิดสีขาว มองโลกในแง่บวก เพราะเมื่อผู้คนพากันคิดอะไรบวกๆ มันก็จะส่งผลดีต่อประเทศในที่สุด

5. เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ความพยายามคิดค้นพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ถูกทางแล้วนะครับ อีกประเด็นหนึ่ง เดอะ ฟูล นั้นมีลักษณะฟุ้งกระจายออก น่าจะเกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติ มีโอกาสที่เราจะขุดพบก๊าซธรรมชาติที่ไหนอีกหรือไม่ (จะเกี่ยวกับตรงตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชารึเปล่าไม่แน่ใจ) นอกจากนั้น ตามภาพใบนี้ เด็กหนุ่มกำลังอ้าแขนรับแสงแดด ก็น่าจะเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย รัฐบาลน่าจะให้ความรู้กับชาวบ้านให้มากขึ้นว่าเราสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้บ้าง อย่างที่ผมเคยเห็นข่าวคนเอาแสงอาทิตย์มาย่างไก่ขาย เห็นมีตู้อบพลังแสงอาทิตย์ และอื่นๆ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ ถ้ามีการรวบรวมแล้วเผยแพร่ออกไป ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์กันอย่างจริงจังก็จะดีไม่น้อย

ฯลฯ…

เนื่องจากว่า The Fool เป็นไพ่ใบสำคัญที่ตีความได้กว้างขวาง และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของส่วนรวม ผมเลยไม่อยากตีความเอาเองคนเดียว จึงขอนำกรอบความหมายของ เดอะ ฟูล จากเว็บไซต์ www.learntarot.com มาแปะไว้ให้เห็นแนวทาง สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนทาโรต์ก็จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกให้ประเทศชาติไปพร้อมๆกันด้วยครับ

The Fool

beginning
entering a new phase
striking out on a new path
expanding horizons
starting something new
beginning an adventure
going on a journey
heading into the unknown

being spontaneous
living in the moment
letting go of expectations
doing the unexpected
acting on impulse
feeling uninhibited
surprising someone
feeling carefree

having faith
trusting the flow
staying open
letting go of worry and fear
feeling protected and loved
living in joy
recapturing innocence
believing

embracing folly
accepting your choices
taking the “foolish” path
pursuing a pipe dream
being true to yourself
taking a “crazy” chance
trusting your heart’s desire

เผยแพร่ใน : on กรกฎาคม 6, 2008 at 5:06 am ความเห็น (0)

ช่วยคิด ช่วยทำ

เพื่อนบอกว่ามีโครงการจะทำธุรกิจห้องซ้อมดนตรี ผมฟังแล้วก็ดีใจ เพราะเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ตั้งวงกันจริงจังสักที ก่อนหน้านี้เจอกันทีไรก็ได้แต่บอกกัน ให้ผมไปซ้อมกีต้าร์ ให้เพื่อนไปซ้อมคีย์บอร์ด ใครจะเล่นเพลงอะไรก็นัดมาแจมกัน กะจะให้เป็นกิจกรรมยามว่างที่ดูเท่และสร้างสรรค์ สุดท้ายก็เกริ่นกันไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำสักที ส่วนตัวผมไม่ได้เล่นอะไรเป็นเพลงมานานมาก แค่ซ้อมนิ้วไล่สเกล เล่นลูกริฟฟ์ไปเรื่อยเปื่อย ถึงตอนนี้นับวันรอแล้วล่ะ คงอีกไม่นานจะได้รวมวงกันเล็กๆ

ตั้งแต่หยิบกีต้าร์มาปัดฝุ่น ทุกวันซ้อมนิ้วตลอด มีความสุขดี กีต้าร์ตัวนี้แหละ เคยเขียนไว้ว่าเป็นกีต้าร์สมัยเล่นวงโรงเรียน คุณภาพมือสมัครเล่น มันพังไปแล้วผมชุบชีวิตมันขึ้นใหม่ คือ ไปร้านทำกีต้าร์ที่มีชื่อร้านหนึ่ง ให้เขาเปลี่ยนบอดี้ใหม่ตามทรงเดิม ส่วนของคอและแท็คยังเป็นของเดิม จูนเสียงให้ใสขึ้น ถ้าจำไม่ผิดเสียเงินไป 7-8 พันบาท พูดง่ายๆคือถ้าเพิ่มเงินให้ถึงหมื่นก็ซื้อของใหม่ยี่ห้อดีหน่อยได้เลย แต่ความผูกพันกับกีต้าร์ตัวนี้ทำให้เลือกจะใช้งานมันต่อไป

ในสภาวะที่การเมืองและเศรษฐกิจทำให้คุณเครียด กิจกรรมยามว่างจะช่วยให้คุณหายเครียดได้ เวลาเพ่งสมาธิบนคอกีต้าร์ นิ้วซ้ายและมือขวาทำงานประสานกัน หูฟังโน้ตที่สะบัดจากสายเหล็ก ผ่านเอฟเฟ็กท์-อุปกรณ์ปรับแต่งเสียง เมื่อไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น ใจก็สงบเย็นโดยไม่รู้ตัว…

เชื่อว่าหลายคนมีกิจกรรมดีๆทำยามว่าง ทำแล้วจิตใจผ่อนคลายเกิดความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้บ้านเมืองเรากำลังขาดแคลนความคิดดีๆ ผมหมายถึงความคิดที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ไม่มีคนพยายามคิด แต่เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ช่วยกันคิด ผู้คนมักคิดว่าได้ทำตามหน้าที่ของตัวเองดีอยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี ทุกคนควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ถ้าทุกคนตั้งโจทย์ขึ้นในใจ พยายามหาทางออกเพื่อส่วนรวมด้วย จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่

เวลาเล่นกีต้าร์ ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเล่นให้เก่งเป็นศิลปินดัง แค่เล่นให้ผ่อนคลายและมีความสุข แต่แค่นั้นไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ผมแอบตั้งโจทย์ในใจถามหาทางออกของบ้างเมือง อย่างน้อยเราตั้งโจทย์เอาไว้คำตอบมันอาจจะผุดขึ้นมาก็ได้ คนสติปัญญาดีกว่าผมมีอยู่มากมาย เชื่อว่าถ้าช่วยกันคิดจะต้องพบทางออกแน่

หลายเดือนก่อนหัวเมืองใหญ่ในหลายประเทศรณรงค์ประหยัดพลังงานด้วยการปิดไฟพร้อมกัน ซึ่งกรุงเทพก็เคยทำอย่างนั้น ผมแน่ใจว่ามันจะลดการใช้พลังงานไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราได้ทำอะไรมากกว่าการสับคัตเอาท์ล่ะ ถ้าทั่วโลกสับคัตเอาท์พร้อมกันสัก 10 นาที เราคงประหยัดพลังงานไปได้มากโข และจะดีกว่ามั้ย ถ้าใน 10 นาทีนั้น คนกว่า 6 พันล้านทั่วโลกพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมต่างๆ ทุกคนสงบนิ่ง แล้วช่วยกันคิดหาทางออก…

ผมว่ามันมีพลังมหาศาลอยู่ในความคิดเหล่านั้น เพียงแต่ทุกคนช่วยกันคิดในเรื่องเดียวกัน 10 นาทีแม้อาจยังคิดอะไรไม่ออก อย่างน้อยคนส่วนใหญ่จะเลิกทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ…

เล่นกีต้าร์ให้ฟังนะ :-)

เผยแพร่ใน : on กรกฎาคม 2, 2008 at 3:23 pm Comments (1)

จักรยานก็ดีนะ

คนจีนส่วนใหญ่ยังใช้จักรยานกันอยู่ แต่ค่าที่บ้านเขาเจริญขึ้นมาก จักรยานธรรมดาก็เลยถูกดัดแปลงเป็นจักรยานไฟฟ้า คือมีมอเตอร์ไฟฟ้าปั่นโซ่ให้ล้อหมุน ความเร็วน้องๆมอเตอร์ไซค์เชียวล่ะ ถ้าไฟหมดก็สามารถกลับไปใช้แรงถีบเหมือนเดิมได้ ผมเห็นชาวบ้านเขามีใช้กันทั่วไป ดูหน้าตาของมันน่าจะผลิตง่าย ราคาคงไม่แพง ได้ยินว่าบ้านเราก็มีเอามาขายเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยเห็นใครขี่บนถนนเลย หรืออาจจะเอามาขายแบบที่ทำอย่างหรู สำหรับคนรวยซื้อไว้ขี่เล่นในอาณาเขตส่วนตัวก็ไม่แน่ใจ

 

เรื่องจักรยานของคนจีนเมืองใหญ่ๆ ผมชอบใจตรงที่เขากั้นรั้วเหล็กไว้เป็นเลนเฉพาะสำหรับจักรยานและมอเตอร์ไซค์ ไม่ต้องไปวิ่งปะปนกับรถยนต์ คนขี่จักรยานก็สะดวก มีถนนให้วิ่งไปได้ทั่วเมือง แถมยังปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่ารถจะมาแย่งเลนคุณเพราะมีรั้วกั้นให้ตลอดแนว ผมว่าการพัฒนาที่ถูกมันควรจะเป็นแบบนี้แหละ คือพัฒนาโดยคำนึงถึงพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ และมองการณ์ไกล เห็นว่าอะไรมีประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดมันทิ้ง

เพราะแต่เดิมผู้คนเขาขี่จักรยานกัน ต่อมาเมื่อเริ่มใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมากขึ้น เขาก็เลยกั้นเลนไว้ให้จักรยาน เขาต้องคำนึงถึงคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เอาไว้ก่อน ทำไมคนไทยแค่นี้คิดกันไม่ได้นะ

บ้านเรานี่ปล่อยให้รถมาแย่งถนนไปครองหมด คนจนก็เลยต้องเลิกใช้จักรยานด้วยความจำยอม และเพราะทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า “ยานยนต์” คือสิ่งที่ “ใช่” สุดท้ายแม้แต่จะออกจากซอยไปขึ้นรถเมล์ เราก็ต้องควักตังค์จ่ายค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง

สมัยก่อนตอนผมเรียนมัธยม ยังจำได้ปากซอยจะมีที่รับฝากจักรยาน ใครอยู่กลางซอยไปถึงก้นซอยก็จะถีบสองล้อออกมาผูกโซ่ไว้ที่ปากซอยตอนเช้า พอตอนเย็นก็มาถีบกลับเข้าซอยไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ที่รับฝากจักรยานกลายเป็นวินมอเตอร์ไซค์ไปแล้ว

อย่างเมืองเชียงใหม่ แต่เดิมเขาก็ปั่นจักรยานกัน แต่พอคนเริ่มใช้รถยนต์กันมาก ก็กลายเป็นว่าต้องเดือดร้อนหาถนนให้รถวิ่งกันให้พอ หลังๆมานี่เห็นพยายามรณรงค์ให้ประชาชนกลับไปใช้จักรยานเหมือนเก่า นัยว่าแก้ปัญหารถติด ลดมลพิษ ส่งเสริมสุขภาพ และเหตุผลล่าสุดคือน้ำมันแพง 

บางคนบอกว่าเมืองไทยไม่เหมาะจะใช้จักรยาน เพราะเป็นเมืองร้อน เหตุผลนี้เป็นเรื่องจริงจังรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ถ้าพูดว่าอากาศร้อนอบอ้าวทำให้คนไทยชอบจะไปไหนด้วยรถยนต์กันมาก ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ถ้าสรุปว่า อากาศบ้านเราแม้แต่จะขี่จักรยานก็ยังไม่ได้ อันนี้ผมเริ่มไม่เห็นด้วยแล้ว เพราะงั้นก็เท่ากับว่าเราเองไม่ได้ต่อสู้ หรือไม่ได้พัฒนาอะไรเลยจากความบีบคั้นทางธรรมชาติ พอจะหาทางออกก็กลับแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เจออากาศร้อนหน่อยก็นำเข้ารถยนต์มาขับกันเต็มเมือง ทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร

ส่วนตัวผมอยากใช้จักรยานนะครับ อยากออกกำลังกาย ถ้ารัฐบาลให้ความสนใจและผลักดันเรื่องนี้จริงจังก็ดีสิ ผมว่ามันแก้ปัญหาได้หลายๆเรื่อง ทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ลดการใช้พลังงาน ถึงแม้มันอาจไม่ได้แก้ปัญหาระบบขนส่ง หรือแก้ปัญหาการเดินทางที่เป็นภาพใหญ่ๆ แต่ผมเชื่อว่าเจ้าจักรยานจะทำให้วิถีชีวิตคุณค่อยๆปรับตัวเข้าหามันทีละน้อย ถ้าคุณสามารถใช้จักรยานได้สะดวกขึ้น คุณก็จะค่อยๆย้ายตัวเองมาอยู่ในจุดที่สามารถจะถีบจักรยานแล้วไปต่อรถไฟฟ้า หรือไปต่อขนส่งมวลชนอื่นๆได้

แต่ก็นั่นแหละ ถ้ารัฐจะเอาจริงก็ต้องวางแผนให้เป็นระบบไปเลย อย่ารณรงค์แค่ให้คนควักกระเป๋าซื้อจักรยานมาถีบกันตามมีตามเกิด คุณต้องหาเลนให้เขาวิ่งได้อย่างปลอดภัย หาที่จอดจักรยานให้เขา จากนั้นก็เริ่มทำบรรยากาศริมทางให้สวยงาม ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มรื่น

พอถึงหน้าร้อนเจ้าต้นราชพฤกษ์ตามรายทางจะแข่งกันออกดอกพวงเหลืองเต็มพรืดสุดสายตา ถีบจักรยานไปก็ฟังคนซ้อนท้ายพูดอะไรไปเรื่อยเจื้อย…

ผมดูหนังโรแมนติกมากไปรึเปล่าเนี่ย… :-)

เผยแพร่ใน : on มิถุนายน 26, 2008 at 4:54 am ข้อคิดเห็น (6)

เก็บตกความสุข…

 

เพื่อนคนที่บวชที่ราชบุรี ตอนนี้สึกออกมาเรียบร้อยแล้วครับ ผมได้คุยกับเขาถามว่าเป็นยังไงบ้าง เพื่อนซึ่งปกติไม่ได้ผูกพันกับศาสนาเท่าไหร่ ตอบกลับมาโดยใช้คำว่า “ต้องขอบคุณศาสนา”……

เพื่อนว่าการบวชทำให้รู้แล้วว่าความสงบจริงๆมันเป็นยังไง ที่ผ่านมาได้แต่อ่านเอาจากหนังสือ ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆเลยว่าเวลาที่จิตใจไม่ต้องยึดติดกับอะไรนั้นมันเป็นยังไง มันไม่ต้องห่วงว่าวันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่ เพราะยังไงก็ใช้เท้าเดินบิณฑบาตอยู่แล้ว เวลาญาติโยมถวายเงินใส่ซองมาสองสามร้อยบาท เงินเท่านี้ถ้าเป็นชีวิตปกติก็คิดว่าไม่พอจะเอาไปซื้ออะไรได้ แต่สำหรับสมณะซึ่งเป็นเพศที่สละแล้วทุกอย่าง พอได้เงินมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะพระไม่ต้องใช้เงิน

พอสึกออกมาแล้ว เพื่อนต้องกลับไปเคลียร์ปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับงาน ปรากฏว่าเพื่อนจัดการกับทุกเรื่องได้อย่างมีสติ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนไปเลย วันนี้เพื่อนคุยกับคนอื่นโดยไม่ร้อนรนไปตามอารมณ์ของเขา ไม่ได้จริงจังกับอะไรมากเกินไป เพราะคิดว่าชีวิตก็เท่านี้ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ผมฟังแล้วก็ได้แต่อนุโมทนาในใจ มันเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าศาสนาให้อะไรเราได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

พูดแล้วก็นึกถึง เอ๋ เพื่อนของผมอีกคน เขาเป็นนักดนตรีและซาวด์เอ็นจิเนียร์ ซึ่งปกติไม่ได้ติดต่อกันทางเนตมานานแล้ว แต่สองวันก่อนเขาส่งอีเมลมาหา ผมเปิดดูพบว่าเป็นเพลงสวดมนต์คำแปลบทพาหุง มีเสียงร้องและทำนองเย็นๆ เหมาะสำหรับฟังก่อนนอน

เรื่องนี้ทำให้ผมแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติ เอ๋ ไม่เคยส่งอะไรที่เป็นมงคลมาให้ผมเลย ^^ กอปรกับช่วงนี้ผมเห็นแต่คนในสังคมเขาสาดโคลนใส่กัน เห็นแต่เขาจะเผด็จศึกกันในไม่กี่วันนี้แล้ว แต่เพื่อนผมกลับทำในสิ่งที่ผิดธรรมชาติของตัวเอง และผิดไปจากกระแสสังคมในช่วงนี้… ผมอาจจะคิดมากเกินไปนะครับ ความคิดผมมันไม่เป็นเหตุเป็นผลอะไร มันสะดุดขึ้นมาเฉยๆ บทสวดพาหุงคือบทสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าจำนวนแปดเหตุการณ์ด้วยกัน

ได้ฟังเพลงพาหุงก่อนนอน ผมหวังนะครับ หวังว่าทุกๆคนในสังคมจะได้รับชัยชนะที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ชนะใจตัวเอง 

ปล.1 เขียนบล็อกวันนี้ วันพุธที่ 18 มิถุนายน เงยหน้าดูปฏิทิน อ้าว… ขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันพระพอดีเลย ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

ปล.2 ข้างบนเป็นรูปพระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพ็ชรบรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เผยแพร่ใน : on มิถุนายน 18, 2008 at 3:15 am Comments (1)

ความสุข…

มีเรื่องดีๆ รูปสวยๆ จากเมืองจีนอีกเยอะยังไม่มีเวลาเอาขึ้นบล็อก แต่ก็คงต้องยุติไว้เพียงแค่นั้น เพราะงานการรัดตัวเลยทำให้ทิ้งช่วงไปนานเกินไป แต่ยังไงซะก็คงมีโอกาสไปเยือนอีกนั่นแหละ เอาไว้คราวหน้าค่อยย่ำแดนมังกรกันใหม่ครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมไปโน่นมานี่ ซึ่งดูจะเป็นธรรมชาติของผมไปซะแล้ว คนเราถ้าดวงได้ไปไหนบ่อยๆ ชีวิตมันก็ระหกระเหินไปเรื่อยคุณว่ามั้ย ไม่ไปต่างประเทศ ก็ไปต่างจังหวัด จริงแล้วชีวิตประจำสัปดาห์ของผมก็ต้องเดินทางข้ามจังหวัดอยู่แล้ว คือทำงานที่สมุทปราการ หยุดวีคเอนด์ก็กลับไปปทุม พอจะไหว้พระทำบุญก็ต่อไปอยุธยา ทำยังงี้เป็นกิจวัตร :-)

ได้เขียนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องจันทร์ดับ ว่าวันที่ 3 มิถุนายน ดวงจันทร์จะดับสนิทที่ราศีมิถุน ซึ่งเขาว่ากันว่าวันจันทร์ดับนั้น คุณทำอะไร คิดอะไร ชีวิตก็จะเป็นไปทำนองนั้นตลอดหนึ่งเดือน พอเขียนเอาไว้แล้วก็ลืมมันไปเลย วันนี้เกิดนึกขึ้นได้ อ้าว เลยจันทร์ดับมาแล้วไม่ทันรู้ตัว ก็เลยย้อนทบทวนดูว่าวันนั้นเราทำอะไรไปบ้างหว่า…

วันที่ 3 มิถุนายน เป็นวันที่เพื่อนรักของผมบวชที่ราชบุรี ผมใช้เวลางีบหลับสักชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ ก่อนแข็งใจตื่นขึ้นมาตี 5 กว่าๆ เพราะคืนก่อนนั้นต้องทำงานจนดึกดื่น พอลุกขึ้นมาได้ก็อาบน้ำแต่งตัว ก่อนออกเดินทางยังไม่ลืมเอาแซนวิชปลาทูน่าและครัวซองส์ที่ซื้อเตรียมไว้มาอุ่นไมโครเวฟ จัดแจงแพ็กใส่กล่อง คว้ากาแฟขวดจากตู้เย็น เป็นอาหารแก้ง่วงระหว่างขับรถ ที่ต้องซื้อเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก็เพราะกะจะไม่ให้เสียเวลาแวะซื้อกินตามทาง แต่พอขับๆไปเกิดรู้สึกเหมือนเราจะไปปิกนิคยังไงชอบกล ^^

ขับเลยนครปฐมมาแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปราชบุรี เส้นนั้นเห็นมีตำรวจทางหลวงดักจับรถอย่างขมีขมัน จุดแรกนั้นเห็นคุณตำรวจจับรถบรรทุกอยู่ ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเป็นภาพที่เห็นจนชินตา และนึกว่าตำรวจทางหลวงคงทำงานกันอยู่จุดนั้นจุดเดียว พอยิ่งใกล้จะถึงราชบุรี ผมก็ยิ่งเหยียบคันเร่งเพราะกลัวไปไม่ทันงาน ที่ไหนได้ ปรากฏว่ายังมีตำรวจดักอยู่อีกจุด เห็นไกลๆเขาเรียกคุยกับรถปิคอัพอยู่ ผมวิ่งอยู่เลนขวาด้วยความเร็ว เผอิญจริงๆว่ามีรถเก๋งอยู่ข้างหน้าผมอีกคัน ตำรวจอีกคนโผล่พรวดมาโบกเรียกคันนั้นให้เข้าซ้าย ไม่รู้จับความเร็วหรือจับรถวิ่งขวา รถผมที่ตามหลังมาติดๆก็เลยรอดมือคุณตำรวจไปอย่างโชคช่วย

จะว่าไปก็ไม่ได้ขับเร็วเท่าไหร่เลยครับ ถนนสองเลนธรรมดาๆ อย่างมากก็ความเร็ว 110 ไม่ถึง 120 กม.

ผมไปถึงวัดพอดีเขาแห่นาครอบโบสถ์ครบสามรอบแล้ว กำลังจะพานาคเข้าไปในโบสถ์ เรียกว่าไปถึงที่หมายทันเวลาแบบฉิวเฉียด ก็ได้เข้าไปร่วมฟังพระสวดมนต์ในโบสถ์ ได้เห็นเพื่อนที่สนิทกันมานานห่มผ้าเหลืองแล้วก็อดปลื้มใจแทนพ่อแม่ของเขาไม่ได้

ทำบุญเลี้ยงพระ และร่วมวงรับประทานอาหารกันเรียบร้อย ผมก็ลาพระและพ่อแม่กลับกรุงเทพ ขากลับชักจะง่วงเลยจอดแวะงีบนิดหน่อยที่วัดพระปฐมเจดีย์ พอรู้สึกตัวได้ก็ลงเดินยืดเส้นยืดสาย ไหว้พระทำบุญข้าวสาร และถ่ายรูปตามประสา

 

วันนั้นได้กลับมานอนจริงๆตอนหัวค่ำ แล้วก็หลับลึกยาวไปจนถึงสายของวันรุ่งขึ้น…

นั่นแหละครับ วันจันทร์ดับที่ผ่านมาของผม สรุปมันจะส่งผลยังไงบ้างล่ะเนี่ย

@@@@@@

หนึ่งวันถัดมาผมพาตัวเองไปโผล่ที่สมุยอีกครั้ง คราวนี้อยู่ทำงานจนถึงวันอาทิตย์ ก่อนจะกลับมาอัพบล็อกนี่แหละ

ที่สมุยผมมีความสุข… จะเหมือนความสุขของคุณๆรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ความสุขที่เกิดในใจเรานั้น คนอื่นจะมาตรวจวัดไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่รับรู้ได้เฉพาะตัวแท้ๆ สามสี่วันมานี้ผมพักรีสอร์ทหรูๆ กินอาหารชั้นเลิศจนกินแทบไม่ไหว… แต่ถ้าเราเอาสถานที่ดีๆ อาหารตา อาหารปาก อาหารหูมาบอกใครๆว่าเรามีความสุขแค่ไหน เขาคงมองได้แค่ว่าเรามีความสุขอยู่ในระดับกี่ดาว เราได้พักโรงแรมกี่ดาว นั่งกินในร้านอาหารกี่ดาว…

เช้าวันหนึ่งตื่นมากินเบรกฟาสต์ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ผมนึกไปถึงคนรวยๆ… เขานึกอยากจะมากินเที่ยวในสถานที่เดียวกับผมเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่เมื่อมาแล้วทุกคนก็คงจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความสุขกับตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อแรกได้สัมผัส คนเรามักจะตื่นตาตื่นใจเมื่อแรกมาเห็น อร่อยลิ้นเมื่อแรกได้กิน แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะเอาเรื่องทุกข์ร้อนที่ค้างใจอยู่มานั่งขบคิดมากกว่ากัน…

ในสถานที่เดียวกัน ซึ่งมีสภาพเหมือนแดนสวรรค์ มหาเศรษฐีบางคนอาจกำลังกังวลว่าตัวเองจะรอดพ้นคดีความที่เป็นปัญหาอยู่หรือไม่, ผู้มีอำนาจบางคนอาจกลุ้มใจว่าจะรักษาอำนาจให้อยู่กับตัวเองต่อไปได้นานแค่ไหน, ผู้บริหารบางคนอาจกำลังอมทุกข์เพราะไม่รู้จะพาบริษัทยักษ์ใหญ่ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไปได้อีกสักกี่น้ำ หรือเจ้าสัวบางคนอาจนั่งถอนใจเมื่อเห็นกองอาหารดีๆ และบริกรสวยๆที่เขาสามารถเรียกหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเขารวยเร็วกว่านี้สัก 20-30 ปีก็ดีน่ะสิ เพราะตอนนั้นร่างกายเขาต้องพร้อมจะเสวยสุขมากกว่านี้…

ในแดนสวรรค์นั้น ผมมีความสุขก็เพราะได้คิดอะไรเพลินๆ โดยไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนมากดดันเลย แม้จะเป็นช่วงแค่สามสี่วันแต่ก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มีอะไรดีๆอยู่มากมายครับ

ยามเย็นท้องฟ้าเหมือนภาพสีน้ำ เลยยืนโพสต์ท่าให้น้องที่ไปด้วยกันถ่ายไว้เป็นที่ระลึก

รอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพกับเพื่อนๆ ไม่รู้ทำอะไรเลยหยิบกล้องมาถ่ายเล่น

ที่สนามบินเกาะสมุยเดี๋ยวนี้เปลี่ยนโฉมไปเยอะแล้ว ดูสวยงามมีสไตล์ดีครับ

 

เผยแพร่ใน : on มิถุนายน 9, 2008 at 6:04 am ข้อคิดเห็น (5)